วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

"ยิ้ม" ให้กับมัน




     ผมขอยอมรับอย่าง "หมดมุกไม่มีหมกเม็ด" เลยว่า ผมค่อนค่อนข้างจะเป็นคนมองโลกใน "แง่บวก" 

     ไม่รู้เพราะเหตผลแบบนี้รึเปล่าถึงทำให้ผมชอบที่จะ "ยิ้ม" อยู่เสมอๆ โดยไม่เลือก "เวลาและสถานที่"

     ผมมักจะ "ยิ้ม" ทุกครั้งที่เจอกับ "ปัญหา" ไม่ว่ามันจะเป็นปัญหาที่มีความรุนแรงระดับ "ล้างโครต" หรือแค่ปัญหา "จุ๋มจิ๋ม" แบบ chill chill แต่ว่่าทุกครั้งที่มันผ่านเข้ามาในชีวิตผม มันก็เหมือนกับเราเลือกไม่ได้ที่จะ "ผลักส่ง" มันออกไปแบบไม่ต้องแก้ไขตัว "ปัญหา" ว่าแล้วสิ่งที่ผมมักจะคิดอยู่เสมอๆตอนเจอปัญหาก็คือ "ไงๆมันก็ต้องเจออยู่แล้ว...จะเครียดไปทำไม?"

     ผมมักจะ "ยิ้ม" ทุกครั้งที่เปิดกระเป๋าแล้วเห็นว่า "ในกระเป๋าผมมันไม่เหลือเงินให้ถลุงเลยสักบาทเดียว" ราวกับว่่าผมเหมือนคนบ้า แต่ว่าทุกครั้งที่มันเกิดเหตการณ์อย่างนี้ มันก็เหมือนกับการที่เราได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราจะ "สามารถอดทน" ต่อสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ได้รึเปล่า และที่สำคัญ เงินทุกบาททุกสตางค์จากกระเป๋าของเรา หากมันจะ "มีหรือหมด" มันก็เพราะตัวเรากระทำ เพราะแบบนั้นสู้ "ยิ้มให้กับมันดีกว่าที่จะมาตีหน้านั่งเศร้าราวกับหมาเหงา"

     ผมมักจะ "ยิ้ม" ทุกครั้งที่หัวหน้า "ด่าทอหรือกล่าวหาว่าร้าย" ผมในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานบางคนยังเคยคิดว่าผมเป็น "คนประสาท" โดนหัวหน้าด่าแล้วทำท่าทางสบายใจ  แต่ว่าทุกครั้งที่หัวหน้ากระทำอย่างนี้กับผม ผมกลับคิดว่า มันก็เหมือนกับการ "ลดแรงกดดันให้กับตัวเอง" เพราะผมคิดว่าถ้าหากหัวหน้า "กล่าวชมกล่าวยกยอปอปั้น" เรามากเกินไปมันอาจจะสร้างแรงกดดันให้กับตัวเราเอง และหากบางทีเราได้เป็น "คนสนิท"  ของหัวหน้าเราแล้ว การจะทำอะไรมันย่อมเป็น "ขี้ปาก" ของเพื่อนร่วมงานซะเปล่าๆ

     ผมมักจะ "ยิ้ม" ทุกครั้งที่ผม "ไม่สบาย" หัวเราะทั้งที่ร่างกายไม่ไหว แต่ "จิตใจ" ของผมมันยังพร้อมที่จะสู้กับโรคร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และถึงแม้บางทีอาการมันอาจจะ "ทรุด" หนัก แต่ว่าทุกครั้งที่ผมเป็นโรคร้ายผมมักจะคิดว่า "ผมได้ลาพักร้อนและนอนหลับเต็มที่" หลังจากที่ชีวิตตอนมีร่างกาย "แข็งแรงปกติ" ไม่เคยได้ทำเลยสักครั้ง

     ผมมักจะ "ยิ้ม" ทุกครั้งที่ผมถูกเพื่อนร่วมงาน "เอารักเอาเปรียบ" บางครั้งของการทำงานคนทุกคนต้องเคยเจอการเอารักเอาเปรียบและ "กินแรง" ของเพื่อนร่วมงานและมันก็เกิดขึ้นทุกครั้งๆที่ผมได้ทำงานแต่ว่าทุกครั้งที่ผมถูกเพื่อนร่วมงานกินแรง แต่ว่าทุกครั้งที่เพื่อนร่วมงานกระทำเช่นนี้ผมมักจะคิดอยู่เสมอว่ามันเหมือนเป็นการที่เราได้ "พิสูจน์" ตัวเองว่าเรามีความสามารถเหหนือกว่าคนอื่นๆ และพร้อมที่จะทำงานทุกๆอย่างโดยไม่ปริปากบ่น ซึ่งนั่นถือเป็น "คุณสมบัติที่ดี" ที่มนุษย์คนทำงานทุกคนพึงจะต้่องมี

     ผมมักจะ "ยิ้ม" ทุกครั้งที่ผมมีปัญหาทะเลาะกับ "แฟนสาว" (ตอนที่ยังมีแฟนอยู่) แม้บางครั้งปัญหาเหล่านั้นมันอาจจะดู "ปัญญาอ่อน" เกินไปกว่าที่จะมานั่งทะเลาะกันให้เสีย "ความรู้สึก" แต่ว่าทุกครั้งที่ทะเลาะกันผมมักจะคิดอยู่เสมอว่าอย่างน้อยที่สุดเราก็ยังมี "คนรักและคนรู้ใจ" คอยที่จะอยู่ข้างๆเราตลอดถึงแม้ว่าบางทีเราอาจจะมีปัญหากัยบ้าง แต่ผมมักจะหวนคิดถึง "สิ่งดีๆของเธอ" ที่มันย่อมมีมากกว่า "สิ่งไม่ดี" อยู่แล้ว เและเมื่อคิดได้เช่นนั้นผมก็รู้สึกว่าตัวเองมี "ความสุข" ที่สุดแล้ว

     ผมมักจะ "ยิ้ม" ทุกครัง้ที่ผม "เสียใจ" กับบางสิ่งบางเหตการณ์ที่เกิดขึ้นกลับผม ถึงแม้ว่าจะเสียใจมากแค่ไหนแต่ทุกครั้งที่เกิดเหตการณ์อย่างนี้ขึ้นผมมักจะคิดเสมอๆว่า การหัวเราะและยิ้มให้กับสิ่งนั้นมันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุกการที่เราทำหน้า "เบิกบาน" นั้นมันก็จะทำให้คนรอบข้าง มีความสุขที่จะได้อยู่ใกล้ๆเรา และหากคนรอบข้างของเรามีความสุขแล้ว มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากหากเราจะมีความสุขตามคนเหล่านั้นไปด้วย




     ทุกวันนี้ผมยังคง "ยิ้ม" ให้กับ "ทุกเรื่องและทุกๆคน" ที่ผ่านมาในชีวิตของผม หลายๆคนอาจจะมองว่าผมบ้า แต่จริงๆแล้วผมอยากจจะบอกจากใจจริงว่าผมไม่ได้บ้าเพียงแต่ผมเป็นคนมองโลกในแง่บวกและแง่ดีเสมอมา (ถึงแม้ว่าบางทีมันจะดูเหมือนบ้าจริงๆก็ตามที)

     เคยคิดมั๊ยครับว่า คนบางคน "ยิ้มและหัวเราะ" ยากซะเหลือเกิน การจะทำให้คนเหล่านั้นหัวเราะสักครั้งหนึ่งเพียงแค่เอารายการ "ชิงร้อยชิงล้านซันซายน์ เดย์" มาเปิดให้ดูอาจจะไม่เป็นผล ซึ่งผมไม่รู้เหมือนกันว่าการยิ้มออกมาหนึ่งทีสำหรับพวกเขาเหล่านั้นมันเป็นการยากเกินที่จะกระทำรึเปล่า? แต่เคยสังเกตมั๊ยว่าคนที่แทบจะไม่มีรอบยิ้มเปื้อนบนใบหน้าเลยนั้นมักจะเป็นคน "มีความเก็บกดและเครียด" สูง และผลของการวิจัยบางที่ก็ยังสรุปได้ว่า "การยิ้มและหัวเราะเป็นการระบายออกของเครียดเครียดที่ดีที่สุด

     เพราะแบบนั้น การทำหน้า "เคร่งขรึม" อาจจะทำให้คุณดู "ดื๊อ สวย ดุ หล่อ เท่" ขึ้นมาในสายตาของคุณและใครอีกหลายๆคน แต่มันอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตใจโดยตรงกับคุณเองและคนรอบๆข้างเช่นกัน เพราะงั้น ยิ้มไว้เถอะครับ ยิ้มให้เยอะๆ (อาจจะไม่ต้องเท่าผมก็ได้)

     บางสิ่งบางอย่างหลายชีวิตอาจจะประเดประดังเข้ามาหาคุณจนคุณ "ปรับตัวและรับมือ" กับมันไม่ทัน แต่ยังไงซะมันก็ย่อมมีทางออกของมัน และการจะไปถึงทางออกนั้นมันอาจจะง่ายดายขึ้นหากเพียงแค่คุณ




"ยิ้ม......ให้กับมัน"





วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

หึงแบบนี้ ไม่น่ารักเอาซะเลยนะครับ

   




      หึง!!!! ถ้าเห็นแฟนเราเดินอยู่กับคนอื่น (ที่เป็นเพศตรงข้าม)

     หึง!!!! ถ้าแฟนเราชอบคุยโทรศัพท์กะหนุงกะหนิงกับใครก็ไม่รู้

     หึง!!!! ถ้าแฟนเราชอบที่จะยั่วยวนคนอื่นต่อหน้าต่อตาเรา

     ครับ อาการหึง สื่อถึงความเป็นเจ้าของต่อคู่รักของเรา และเป็นอาการที่ "คนรักกัน"  มักจะแสดงออกมาให้เห็นอยู่เป็นประจำ ยิ่งถ้าหาก คุณๆท่านใดเป็นคนที่ มีอารมส์ "ใจน้อย" ผสมกับ "ขี้โมโห" เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในร่างกาย อาการ "หึงแฟน" จะยากเกินจะเก็บกด จนต้องแสดงออกมาให้ สาธารณะชน ได้เห็นอยู๋เป็นประจำ

     การหึงกัน ถือเป็นเรื่องไม่เสียหายนะครับ และบางครั้งมันอาจจะสร้าง "ความน่ารัก" ให้ต่อผู้ที่ "ประสบ" และ "พบเห็น" อยู่เหมือนกัน

     แต่บางครั้ง การ "หึงหวง" ก็มี "ขอบเขต" ของมัน ซึ่งบางทีถ้าหากมัน "ถูกแสดงออก" มามากมายเกินจะรับได้ก็อาจจะมีผลเสียตามมา

     ว่าแล้ววันนี้ผมขอมากล่าวถึง "อาการหึงที่อาจจะส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อผู้หึง" กันครับ

     จำไว้นะครับ ถึงผมจะเป็นคนไม่ค่อยมี "สาระ" แต่บทความนี้ "อ้างอิง" มาจาก บางสิ่งบางอย่างที่มีสาระ เพราะแบบนั้น จำเอาไว้ก็ไม่เสียหายนะครับ ว่าพวกคุณ ไม่ควรหึงคนรักด้วยอาการดังต่อไปนี้

          1 : อย่าหึงออกสื่่อ หรือต่อหน้า ธารกำนัล
     คนเราร้อยทั้งร้อยไม่ชอบให้ "สิ่งมีชิีวิต"  (ที่เราบางคนไม่อยากให้มีชีวิต) ที่เรียกว่า "แฟน" มาแสดงพฤติกรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นเจ้าของในตัวเรา ยิ่งต่อหน้า เพื่อนฝูง หรือ ต่อหน้า ลูกน้อง (หากคุณเป็นหัวหน้าน่ะนะ) อย่างเช่นการไป "วีน" หรือ "โวยวาย" ใส่แฟนคุณ ที่กำลัง "เทคแคร์" คนอื่น โดยที่ไม่รู้เลยว่า นั่เป็น "ลูกค้า" หรือว่า "คู่ขา" ของแฟนคุณกันแน่?
     คนเราไม่ชอบที่จะถูกแขวนป้ายห้อยคอด้วยประโยคที่ว่า "กรูกลัวเมีย(หรือผัว)" หรอกนะครับ เพราะแบบนั้นมันจะทำให้ "อิมเมจ" และ "ความน่า  เกรงขาม" ของเราต่อเพื่อนฝูงและในที่ทำงานติดลบหรอกนะครับ
      หากแค่การ     "เทคแคร์" ไม่จำเป็นต้องหึงมากหึงมายหรอกครับ เอาไว้ค่อย หึง และ "วีนแตกสุดตรีนส์" ตอนที่แฟนคุณกำลังจะ "เทคโอเวอร์" อีกฝ่ายจะดีกว่านะ!!!!

          2 : หึงแบบ "ระห่ำ กระฉูดดดดดดด"!!!!!!?????
     กรุณา "ท่องจำ" ใส่หัวสมองไว้เลยนะครับว่า ถึงแม้อาการหึงจะเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งที่ "ชัดเจน" ถึง "ความรัก" ที่เรามีต่อ"คู่รัก" แต่หากคุณเล่นหึงแบบ "ระห่ำ กระฉูด" คือหึงแบบ "สะเปะสะปะ" หึง "ไม่บันยะบันยัง" ปัญญาอ่อน ประมาณแบบว่า "หึงวันละ 3 เวลาหลัง แด๊กส์ อาหารเสร็จ" แบบนี้มันไม่ไหวนะครับ
     บางครั้งการหึงเกินความจำเป็นมันจะกลายเป็น "ความเบื่อหน่าย" ไ้ด้ เพราะงั้นหากคุณเก็บอาการหึงของคุณเอาไว้หึงตอนที่ "มันสมควรจะหึง" แบบนั้นมันจะดีกว่ากันเยอะเลยนะครับ
     อนึ่ง กระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาแถลงอย่างเป็นทางการแล้วว่า "บุคคล" เหล่านี้สมัยเป็นเด็กๆเมื่อ "พลัดหลง" กับ "ผู้ปกครอง" ก็จะแสดงอาการ "หึง" ออกมา หลังจากนั้นไม่นานอาการหึงของเด็กๆเหล่านี้ก็จะ "ร้องเรียก" ให้ผู้ปกครองตามหาพวกเขาเจออีกครั้ง เพราะแบบนั้น อย่าไป "ถือสา" คนชอบหึงสะเปะสะปะเลยครับ เราควรจะถามเขาดีๆเวลาเขาหึงขึ้นมาว่า "หึงหาพ่อมหาแม่มคุณเหรอครับ?" ดีกว่า

          3 : หึง......โดยใช้ "ส้นตีนส์" คิดแทนหัว
      เ่อ่อ.....โตกันจนควายเลียตูดไม่ถึงกันแล้วนะครับ ทำไมคนบางคนถึงชอบหึงราวกับในหัวไม่มี "สมอง" อย่างนั้นล่ะครับ อันนี้คงไม่ต้อง "อธิบาย" อะไรมากมายนะครับ เพราะหลายๆคนคงเคยประสบมากับตัวเองแล้วยกตัวอย่างเช่น "หึงระหว่างที่เรากำลังเทคแคร์ลูกค้าคนสำคัญ" เป็นตัวอย่าง
     อันนี้ก็ "น่าคิด" เหมือนกันนะครับว่าการที่คุณหึงแต่ล่ะครั้งเนี่ยมัน "กลั่งกรอง" มาจากหัวสมอง หรือ หัวแม่ตีนส์ของคุณกันแน่ เพราะคุณเล่นหึงแบบ "ปัญญาอ่อน" เกินจะทนรับได้ หึงราวกับ ไม่ได้ "ใช้หัวคิด" แต่กระนั้นลองคิดเอาเองนะครับว่า คุณใช้อะไรตัดสินใจระหว่าง "หัวใจ" กับ "หัวแม่ตีนส์" คุณถึงทนอยู่กับคน "ชอบหึง" แบบไร้มันสมองแบบนี้ได้

          4 : หึงแบบ "ยิงแมร่ง.....เลย"
     กล่าวง่ายๆคือ หึงแล้วต้องตาม "จองล้างจองผลาญ" หรือ "ทำร้าย" อีกฝ่ายให้ตายกันไปข้างนั่นเอง..............         มันก็คงจะปรกติหรอกนะครับ หากผู้ชายคนหนึ่งจะเดินเอากำปั้นไปแจกเป็นของ "ชำร่วย" ให้กับอีกคนหนึ่งใน ฐานะ ที่ "เมียกรูสบตากับมรึง" หรือ ผู้หญิงไป "วางมวยไทย" กับผู้หญิงอีกคน "โทษฐาน" มรึงทำ "นมหก" ให้ผัวกรูเห็น!!!!!
     หากอาการหึงแบบนี้เกิดขึ้นกับแฟนของผม ผมคงจะอยากเอาหน้าของผมแทรกลงแผ่นดินหรือไม่ก็ จับหน้าของแฟนผม "วางราบ" กับแผ่นดินแล้ว "บรรจง" เอารอยจูบจากหัวแม่เท้าของผม ประทับกับ ริมฝีปากของเจ้าหล่อนเหลือเกิน เพราะ การกระทำแบบนี้ มัน "บ่งบอก" ว่า สันดานของคุณเป็นคนชอบใช้ "ความรุนแรง" นะครับ เพราะงั้นไอ้นิสัยแบบนี้ขนาดผู้ชายมันมีมันยังดู "น่าเกลียด" เลย แล้วหากมันเกิดขึ้นกับผู้หญิงคุณลองคิดเอาเองนะครับว่า "มันจะน่ารักน่ากระทืบ" ขนาดไหน

          5 : หึงแล้ว กรูอยากตายยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!
     พูดง่ายๆเลยคือ "หึงแล้วขู่ฆ่าตัวตาย"!!!!!~ คุณใช้อะไรคิดครับเนี่ย หึงแล้วขู่ฆ่าตัวตาย กับคนอื่นได้ผลรึเปล่าผมไม่รู้หรอกนะครับ? แต่ถ้ากับผมบอกได้คำเดียวครับ    "เออ ตายๆไปเหอะมรึง!!!!!!!"
     คือมันรำคาญน่ะครับรำคาญ....... ก่อนจะฆ่าตัวตายทำไมพวกคุณไม่ลองถามหาเหตผลหรือความจริงจากฝ่ายตรงข้ามก่อนล่ะครับว่ามันเป็นยังไง แล้วถึงค่อยตัดสินใจทำอะไรลงไปทีหลังน่ะ แล้วถึงแม้ว่ามันจะเกิด"ความฉิบหาย" ขึ้นกับความรัก จนทำให้ต้อง "เลิกรา" กันไป คุณคิดว่ามันสมควรแล้วเหรอที่จะมา "สังหารตัวเอง" เพียงเพราะคนๆเดียวน่ะ
     รู้ครับว่า "รักมาก" แต่กรุณารู้ (จำใส่สมอง) ไว้ด้วยเช่นกันนะครับว่า ชีวิตของคุณ "คนสำคัญ" ไม่ได้มีแค่ คนรักของคุณคนเดียวนะครับ ยังมี "พี่น้องและเพื่อนๆ" ของคุณอีก แล้วไหนจะ "คุณพ่อคุณแม่" ของคุณอีกล่ะครับ   ไม่ว่าจะเกิดเรื่องห่าอะไรขึ้นระหว่าง "ความรักของคนแค่ 2 คน" แต่ คุณก็ยังมี "กำลังใจ" จากคนรอบข้างอีก "หลายชีวิต" คอยช่วยเหลือคุณอยู่นะครับ เพราะงั้นการหึงแล้ว "ขู่" อะไรไร้สาระแบบนั้น มันสมควรเป็นของคนที่ "ไม่มีหัวคิด" มากกว่านะครับ

          6 : หึงแบบอันธพาล?
     อันนี้ล่ะเบื่อที่สุดเลยครับ    คุณเคยจะเห็นนะครับกับอาการ "หึงแล้วพาลไปเรื่อย" จนอยากจะถามอีกฝ่ายว่า "หึงทำ Zoneteen อะไรคุณครับ"
     อ้าวอันนี้จริงๆนะครับขอให้คนเหล่านี้ได้หึงแล้วจะออกอาการ "พาลไปเรื่อย"  "พาลไม่หยุด" แยกไม่ออกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน แค่ลองให้ได้หึงดูแล้วล่ะก็ "ควายมาฉุดก็เอาไม่อยู่" แถมบางทียังพาลถึง "บิดามารดา" ของฝ่ายตรงข้ามอีก อันนี้มันเกินจับห้ามใจไม่ให้ "กระทืบ" ไม่ไหวจริงๆนะครับ
     ระวังตัวไว้หน่อยนะครับ หากปล่อยให้ความคิดใน ณ ขณะที่หึงอยู่เตลิดเปิดเปิงเลยเทิดออกทะเลไปล่ะก็มันจะเกิดเหตการณ์ที่ "กู่ไม่กลับ" และ "ความสำพันธ์" กับคนรักของเราจะ "อับปาง" ลงไปเพราะแค่ "อาการหึง" ที่กระจายพลังทำลายล้างเป็น "วงกว้าง" ของคุณ



     อันที่จริงแล้วมันยังมีอาการหึงอีกมายมากนะครับที่ "ไม่สมควรจะถือกำเนิด" ขึ้นมาบนเมืองมนุษย์ แต่เอาแค่นี้ไปอ่านแล้วคิด "ปรับปรุง" ตามให้ได้ก่อนก้็ถือว่า "ยากยิ่งกว่าบังคับตะวกดให้ยักคิ้ว" แล้วล่ะครับ

     อย่างที่บอกไว้ตอนต้นนั่นแหล่ะครับว่า "การหึงคนรัก" หากมันมีออกมาพอ "หอมปากหอมคอ" มันก็จะเป็นอะไรที่ดูน่ารักขึ้นมาทันที แต่หากมัน (เสือก) ออกมามากเกินความจำเป็น จากความน่ารักมันอาจจะกลายเป็น "ความน่าถูกกระทืบ" แทนซะก็เป็นได้!!!!!

   




  เพราะรักเลยหึงเราเข้าใจครับ.......

แต่มันคงไม่แปลกเหมือนกันหากความรักเราจะ "พัง" เพราะ "หึง" มากเกินความจำเป็น