วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ประสบการณ์เสียว

     ก่อนอื่นต้องขอกล่าว "ขอโทษ" ให้กับผู้ที่มีจิตรศัทธา และ "รอคอย" การกลับมาของบทความของผมอย่างใจจดใจจ่อ (ถึงจะมีไม่กี่คนก็เหอะ)

     ผมดีใจมาครับ ที่มีคนมาบอกในหน้า "Facebook" ของผมว่า "นู๋ส์รออ่านบทควายของพี่อยู่นะคะ"

     แหม ....มันทำให้ผมดีใจเหลือเกินนะครับ ขอบอก!!!

     ขอแจกแจงด้วยเรื่องที่ผมหายไปก่อนนะครับ ว่ามันไม่มีอะไรมากไปกว่า "อาการทางจิต" ที่ไม่ค่อยจะปรกติ ของผม ซึ่งทำให้ผมต้องว่างเว้นจากการ "เขียนบทความ" ไปเกือบ จะ 3เดือนเต็มๆ (มั้ง?)

     พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ ผมมีอาการ "ขี้น้อยใจ" มากจนผิดปรกติกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา มันเลยทำให้ผมต้องพักการเขียนของผมไป

     แต่ หากจะถามว่าผมน้อยใจ ในเรื่องอะไร?     ผมว่า......อย่าไปใส่ใจมันเลยดีกว่านะครับ!!!!

     ตอนนี้เรามาเริ่มบทความของผมกันเลยดีกว่าครับ (วันนี้ขอสั้นๆหน่อยก็แล้วกันเพราะผมขี้เกียจพิมพ์ อิอิ)





    

     อันเนื่องมาจากว่า เมื่อหลายวัน ณ สนามบาสฯ ของจังหวัดที่กำลังพัฒนาแห่ง ซึ่งผมและเพื่อนได้ไปเล่นบาสฯกัน และระหว่างพักเหนื่อย เพื่อนผมคนหนึ่งก็ได้ทายคำถามกับผมว่า

     "ไอพัท มึงรู้ป่าว ว่าเวลาครูสาวๆสวยเข้าสอนในชั้นเรียน ม. 5 ช่วงเวลาไหนของคาบ เสียวที่สุด?"

     ได้ยินคำถาม ผมทำหน้าเหมือน "หมาฉงน" และ "งงงวย" ในคำถามที่สุดแสนจะโครตไม่รู้เรื่องของมัน ก่อนจะตอบไปแบบสุภาพชนว่า ไปถามเตี่ยคุณดูสิครับ ไอหอกหัก!!??!!"

     แหม....คุณเพื่อนที่เคารพรัก กูจะไปรู้มั๊ยว่า ช่วงไหนของคาบมันเสียวที่สุด เพราะผมเองก็ไม่เคยเสียวในระหว่างเรียนซะด้วยสิ จะมีก็แต่ "ขี้แพร่ด" ระหว่างคาบเรียนเท่านั้นแหล่ะครับ ที่ผมเคยประสบณ์กับตัวเองมา ( อนึ่ง ขี้แพร่ดในที่นี้หมายถึง เวลาที่เราคิดว่าเราจะตด แต่พอตดแล้ว ดันมีขี้ติดอออกมาด้วยน่ะสิครับ)

     สุดท้ายคำเฉลยก็พ่นออกมาจากรูปปากมันว่า

     " 2 นาทีก่อนหมดคาบไงเพื่อน"

     ผมทำหน้าเหมือน "หมางง" อีกครั้งก่อนจะถามมันว่า   "แล้วมันเสียวตรงไหนวะ?"

     "อ้าว มึงนี่ควายอีกแล้ว ก็เสียวตอนที่ใกล้จะเสร็จ (หมดคาบ) แล้วไง  ไอ้โง่!!!     หรือเวลาที่มึงเกือบจะเสร็จ มึงไม่เสียวเหมือนชาวบ้านเขาวะ!!!!????!!!!!"

     ได้ยินดังนั้นผมถึงกับรู็สึกรันทดให้ใน "ความอุบาทว์" ที่เกินจะเยียวยา รักษาให้หายได้ของเพื่อนผมที่มันอุตส่าห์ไปเสาะหาคำถามที่แสนจะ "อัปรี" แบบนี้มาทายผมได้

     แต่ช่างมันเหอะครับ เพราะว่า มันอุบาทว์ลามกอย่างนั้นแหล่ะ มันเลยคุยกับผมรู็เรื่อง ฮ่าฮ่าฮ่า

     หลังจากแพ้ให้กับคำถามที่สุนแสนจะกวนส้น Teen ของเพื่อนผม ตัวผมเองถึงกับ "กระฟัดกระเฟียด" และเกิดอาการ "ยอมไม่ได้" ขึ้นมาทันทีทันใด

     ว่าแล้วผมต้องหาอะไรมากวน Teen มันตอบ เพื่อให้มันรู้ไว้ซะบ้างว่า "เรื่องเลวๆ กูก็ไม่แพ้ใครเว้ยเฮ้ย" (เหอเหอ)

     ว่าแล้วผมก็เล่าถึง "ประสบการณ์เสียวที่สุดในชีวิต" ให้เพื่อนของผมฟัง

     เรื่องมีอยู่ว่า สมัยที่ผมทำงานอยู่ที่โรงแรมระดับเดียวกับ "ไก่ย่าง" (5ดาว) แห่งหนึ่ง ซึ่งในเวลานั้น เป็นตอนกลางคืนประมาน ตี 1- 2 

     ผมและเพื่อนผู้หญิงสุดแสนจะ "เอ็กซ์แตก" ของผม (ขออณูญาติเอ่ยชื่อหล่อนในบทความนี้ว่า น้อง J นะครับ) ได้ขึ้นไปสำรวจ ดาดฟ้าชั้นบนสุดของโรงแรม กัน 2 ต่อ 2!!??!!

     ทันทีทันใดที่ผมและน้อง J ขึ้นไปถึงบนดาดฟ้าที่ทั้ง "มืดมิด" และ "เงียบงัน" ซึ่งมีเพียงแค่ลม บางๆปะทะผิวกายของพวกเรา 2 คน      น้อง J ก็เดินไปที่ ขอบตึก และปล่อยให้ลมข้างล่างพัดขึ้นมากระทบกับเสื้อ และ ทำให้มันพองออกจนแทบจะมองเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ข้างในมันคือ "ยี่ห้อ และ คัฟอะไร!!!!"

     เท่านั้นไม่พอ น้อง J คนสวยแสนงามของผม ก็จัดการ "ยื่น" คอออกไปนอกรั้วตึก และหยุดชะงักในท่าโก้งโค้ง (ซึ่งท่านี้ทำให้กระโปรงน้อง J ที่สั้นอยู่แล้ว กระชับขึ้นมาและสั้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลยทีเดียว)

     ทำแล้วไม่ทำเปล่า น้อง J หันมาสบตากับผมที่ยืนอยู่ข้างหลัง ด้วยสายตาที่ "กริ้มกรุ่ม" ราวกับจะบอกเป็นนัยส์ๆ ว่า เธออยากจะลองประสบการณ์ที่ "แปลกใหม่และร้าวใจ" บนที่สูงเสียดฟ้าเช่นนี้ แล้วก็พูดออกมาว่า "ตรงนี้บรรยากาศดีมากเลยน้าส์   ไหนๆก็มีแค่เรา 2 คนแล้ว พัทก็มาตรงนี้หน่อยสิ!!!!!!"

     ผมขอใส่เครื่องหมาย "อัศเจรีย์" (เครื่องหมายตกใจ) ทีเดียว 6 ตัวแมร่งเลยครับ และด้วยอารมาศ์นั้นที่ผมรู้สึกจะ "ช่ะหวี วี่ วี๊" ขึ้นมาแบบสุดตีนเตี่ย!! ผมเลยตักสินใจเดินไปที่บริเวณบั้นท้ายที่งามงอน ของน้อง J พร้อมกับจ้องมองตาเป็นมันวาว แบบไม่กระพริบ

     ทันใดนั้นเอง น้อง J ก็เอ่ยขึ้นว่า "อยากเห็นอะไรสวยๆงามๆมั๊ย?"

     เท่านั้นแหล่ะครับ ผมเริ่มลงมือ "ปฏิบัติ" ทำในสิ่งที่ น้อง J ขอมาอย่าง "เต็มเหนี่ยวไปเลยพี่ เต็มที่ไปเลยน้อง" โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เลยแม่แต่นิดเดียว

     หลังผ่านไปไม่ถึง 10 นาที เมื่อ "ความเสียว" ผมถึงระดับ "สูงสุง"  บางสิ่งบางอย่างที่เป็น "ของเหลว" ก็ไหลออกมาจาก "น้องชาย" ของผมราวกับ ก๊อกน้ำระเบิด ผสมกับ "ตอปิโดนาปาล์ม" ที่รอเวลาจุดระเบิดมาราวๆ 200 ปี!!! (คือมันต้องรุนแรงมาก)

     หลังจากนั้นผมถึงกับนั่งทรุดเข่าลงพื้น พร้อมกับ "เหงื่อ" ที่ไหลท่วมตัวราวกับคนเพิ่งเล่นสงกรานมาหมาดๆ และทันใดนั้นเอง น้อง J ก็เดินเข้ามาตบหลังผมเบาๆ และเอ่ยถามว่า "เป็นอะไรมากรึเปล่า?"

     ผมซึ่งตอนนั้น แก้มอาบไปด้วย "น้ำตา" ทั้ง 2 ข้าง บวกกับ "เหงื่อ" ที่ยิ่งทวีคุณมากขึ้นกว่าเดิม ตอบกลับ น้อง J ไปอย่างสุภาพชนว่า




"ไอ้ หัว... มึงไม่น่าให้กูชะเง้อออกไปนอกรั้วเลย มึงเห็นมั๊ยว่ากู 'ฉี่' แตกเลยเนี่ย มึงก็รู้ว่า กูกลัวความสูง!!??!!"



(นี่แหล่ประสบการณ์เสียวที่สุดในชีวิตผม เหอเหอ)



วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

กรุงเทพฯ น่าอยู่ตรงไหนวะ!!??!!

   
     วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ผมได้วางตูดตัวเองบนเบาะนุ่มๆ ที่เปื้อนไปด้วย "ไรฝุ่น" ที่ทางการรถไฟได้จัดเตรียมให้ผม โดยการแลกกับ "ความฉิบหายในกระเป๋าสะตางค์" ของผมเป็นจำนวน 500 บาท

     ครับ ผมกำลังจะเดินทางมาเที่ยว "เมืองแ่ห่ง ศิวิลัย นครที่ครึกครื้นตลอดทั้งคืนและไม่เคยหลับไหล" (โดยเฉพาะ แถวๆ รัชดา อันนี้เพื่อนผมบอกมานะ) หรือที่เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า กรุงเทพมหานครฯ (กทม.) นั่นเอง

     บนรถไฟที่คนบ้านๆแถวๆนี้เรียกกันง่ายๆว่า "ชั้นนอนพัดลม" แต่ผมขอเรียกชั้นนี้ว่าเส้นแบ่งเขตแดนระหว่าง "นรก กับ สวรรค์" เพราะมันอยู่ติดกับห้องนอนแอร์ที่ถือเป็นสวรรค์ โดยหากเราเดินออกมาจากห้องนอนแอร์มาที่ตู้ที่ผมโดยสาร มันก็จะกลายเป็นนรกทันที เพราะทั้ง "การบริการ" และ "ความสะอาดสะอ้าน" แตกต่างกันราว "นางแบบสุดสวย กะ ไอขี้เหร่หน้าปากซอย" อย่างไงอย่างงั้น ฮ่าฮ่า

     ผมใช้เวลาบนรถไฟไปทั้งสิ้นประมาณ "16 ชั่วโมงเหลือๆ!?!"

     ขอย้ำว่า 16 ชั่วโมงนะครับ 16ชั่วโมง ซึ่งหากท่านไม่เคยรู้จักความ "ทรมานกับการรอคอย" อย่างแท้จริง ขอแนะนำให้ท่านลองขึ้นไปนั่งรถไฟในชั้นที่ผมขอขนานนามว่า "ชั้นนรกแตก" แล้วท่านจะยิ่งรู้สึกว่ามันทรมานเพียงไร (อนึ่ง "ชั้นนรกแตก" คือชั้นที่สามารถนั่งได้อย่างเดียว ไม่สามารถนอนได้ เพราะราคาตั๋วมันเพียงแค่ 200 กว่าบาทเท่านั้น)

     และผมไม่ได้ใช้เวลา 16 ชั่วโมงบนรถไฟไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะผมได้ "หวนระลึกถึง" ครั้งที่ผมได้ขึ้นมา "เมืองหลวงแห่งสยามประเทศ" แห่งนี้เป็นครั้งแรกโดยได้โดยสาร "ชั้นนรกแตก" มานั่นแหล่ะครับ

     ผมจำได้ว่าเมื่อครั้งกระโน้น ผมมากับเพื่อนๆ 5 คน ซึ่งมีใครบ้างนั้น ไม่ต้องไปสนใจให้มันเมื่อยสมองหรอกครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมเข้าใจในฐานะ "บ้านนอกเข้ากรุงฯ" และเป็นคำถามแรกที่ผมถามตัวเองนั่นคือ "กรุงเทพฯน่าอยู่ตรงไหนวะ?"

     ครับ เมืองที่เต็มไปด้วยรถที่แสนจะแออัด บวกกับผู้คนที่ไม่ค่อยจะผูกมิตรกันเท่าไหร่เหมือนต่างจังหวัด และบางทีคุณอาจจะเห็น "สไตล์การแต่งตัว" ที่อาจจะหลุดโลกจากเหล่าวัยรุ่นในสมายประเทศ พลาง "หัวเราะ" กับการแต่งตัวนั้น โดยหารู้ไม่ว่าตัวคุณเองนั่นแหล่ะที่เป็นคน "เชยระเบิด นาปามล์" เพราะเด็กเมืองหลวงเขาตามกระแสไปไหนถึงไหนแล้ว แต่เรายังมัวงมโข่งอยู่กับแค่ "กุงเกงยีนส์กับเสื้อยืดเก่าๆ" อยู่เลย

     แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังคงต้องทนอยู่ในเมืองหลวงต่อไป เพราะจำเป็นต้องทำหน้าที่ของลูกที่ดีนั่นคือ "การหลอกเงินพ่อแม่มา 500 บาทเพื่อเอาไปเรียน 250 บาท และเอาไปเที่ยวอีก 250 บาท" ฮ่าฮ่า

     ไอ้ตอนแรกก็เรียนได้ดีอยู่หรอกครับ มีแววว่าจะจบเร็วซะด้วย แต่หลังจากนั้นก็เกิดเหตการณ์ที่คนทุกคนอยากจะให้เกิดกับตัวเองนั่นคือ "ถูกความรักพุ่งเข้าใส่" ตัวเอง ซะอย่างนั้น

     เรียกง่ายๆก็คือ ผมมีแฟนนั่นแหล่ะครับ

     ถามว่าอยากได้แฟนมั๊ย แน่นอนผมตอบตัวเองว่าอยากได้ และแฟนที่ผมได้ก็ "สวย เซ้ง กระเด๊ะ" ซะด้วยน่ะสิครับ (แต่ไหงพอคบกันมา6ปีเธอกลับกลายเป็นแม่หมูไปซะได้ก็มิอาจทราบ ฮ่าฮ่า)

     แต่ว่า......ผมดันมามีแฟนในช่วงที่ "ผิดที่ผิดเวลา" ไปสักหน่อย นั่นแหล่ะ ปัญหามันเลยเกิดตามมาเป็นกระบุงโกย

     ครับ เพราะการที่ผมมี "สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าแฟน" เข้ามาในชีวิต ซึ่งทำให้ผมในตอนนั้นที่ทั้ง "ยังเด็กและอ่อนต่อโลกภายนอก" ไม่เป็นอันเรียนกันเลยทีเดียว ว่าแล้วผมก็ออกมา มหาลัย ที่ได้สังกัดในตอนนั้นเพื่อเพียงแค่จะมา "เที่ยว เล่น และ .... " กับแฟนผมไปวันๆ

     ผมไม่ได้เรียนทั้งๆที่ผมเป็นคนที่ไม่โง่ขนาดความยังเรียกพ่อ แต่กลับต้องมาใช้ชีวิตแบบ "คนไร้อนาคต" และเสียเวลากับ แฟนคนนั้นไปเกือบตั้ง 7 ปี (น้องๆไม่ควรเอาเป็นแบบอย่้างนะครับ) จนสุดท้ายผมก็ต้องเลิกกับคนๆนั้น

     ถึงทุกวันนี้ผมก็ยังย้อนกลับมาถามตัวเองว่า "กรุ่งเทพฯ น่าอยู่ตรงไหนวะ?" เหมือนเคย เพราะความทรงจำที่แสนเลวร้ายครั้งเก่าก่อนยังคงตามหลอกหลอนผมอยู่เสมอๆ

     แต่ถึงหยั่งงั้นก็เหอะ ผมก็ยังคงอยากจะขึ้นมาที่ กทม. ในฐานะ "นักท่องเที่ยว" และเพื่อมาหา คนหนึ่งคนที่ผมอยากจะเรียกเเธอว่า "แฟน" (และเช่นเกียวกัน ผมอยากเธอเรียกผมว่า "แฟน" เหมือนกัน)
   
     ..........

     ..................

     ผมลงจากรถไฟตอนประมาณ ตี5 ของวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ที่ "สถานีชุมทางบางซื่อ" และถามตัวเองอีกครั้งว่า "กรุงเทพน่าอยู่ตรงไหนวะ?"

     ด้วยสภาวะที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้น และ ความคิดที่เริ่มจะเข้าใจอะไรหลายๆอย่างมากขึ้น ผม (อยากจะ) ได้คำตอบว่า



 กรุงเพทฯ น่าอยู่เพราะคนๆนั้นที่ผมอยากจะเรียก และ อยากให้เธอเรียกผมว่า "แฟน" นั่นแหล่ะครับ


ขอให้สิ่งที่ผมหวังเป็นจริงด้วยนะครับ : )